สินพร's profile~('-'~),,<•>* || PrOxSin...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    9/23/2007

    ช่วยส่งกำลังใจให้พ่อ

    พ่อ

       หลังจาที่พ่อผมลื่นล้มในห้องน้ำวันที่ 22 สิงหาคม ตรวจพบเลือดคั่งในสมองวันที่ 31 สิงหาคม ที่โรงพยาบาลศิริราชและ ผ่าตัดเจาะเอาเลือดคั่งออก หลังจากเจาะเอาเลือดคั่งในสมองออกก็พักฟื้นจนอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ทานข้าวได้ พูดคุย ลุกนั่ง และเดินได้ปกติ หลังจากผ่าตัด 9 วันคุณหมอก็สามารถให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ หลังจากนั้นก็กลับมาบ้านพ่อก็เหมือนเดิมลุกเดิน แล้วก็ทำภาระกิจที่ค้างไว้คือ การทำบุญวันเกิด วันเกิดพ่อผมคือวันที่ 20 กันยายน อายุ 78 ปี พ่อจัดเลี้ยงเค๊กให้ด้วย แล้วผมก็เอาดอกไม้กราบลงบนเท้าพ่อให้พ่อมีสุขภาพแข็งแรงอยู่กับผมไปนานๆ สาธุ...

       จากนั้นวันที่ 22 เช้าพ่อก็เดินออกไปยืดเส้น ยืดสายหน้าบ้าน แล้วก็ขึ้นมาบนบ้าน รู้สึกจะท้องเสียผมเลยประคองค่อยๆ เข้าห้องน้ำ หลังจากนั้นตอนเที่ยงผมก็ให้ยาก่อนทานปกติ พ่ออยากทานบะหมี่ปูผมก็ออกไปซื้อให้ กลับมาพอทานเสร็จก็ให้ยาหลับอาหารทานเหมือนเดิมทุกวัน แล้วก็นอนพักผ่อนจถึงเย็นพ่อผมก็เดินออกมาจากห้อง บ่นบอกว่ารู้สึกปวดหัวนิดๆ ผมก็คิดว่าคงนอนมากไปก็เลยให้ยาแก้ปวดทานตามที่หมอสั่งเวลาปวดหุวให้ทานยานี้ หลังจากนั้ทานข้าวเสร็จแล้วเข้านอนตอนเที่ยงคืนก็ปลุกพ่อทานยา ต้องทานยาระบบหลอดเลือดหัวใจเพื่อนช่วยการขับเคลื่อนทางเดินเลือดไปเลี้ยงหัวใจ (ปี 41 พ่อผมผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจและบายพาท 4 เส้น และพ้นขีดอันตราย หมอชมว่าท่านแข็งแรงมากๆ และหายดีกลับบ้านได้เร็ว) ซึ่งยาตัวนี้เป็นยาที่ขัดกับสมองที่พ่อผมมีเลือดคลั่งอยู่ไปดันให้เลือดไหลอกมาอีก (จำเป็นต้องทานเพราะ ช่วยไม่ให้เลือดแข็งตัวในหลอดเลือดหัวใจ และช่วยไม่ให้หัวใจหยุดทำงาน) เมื่อตอนตี 2 เข้าวันที่ 23 กันยายน หางตาของผมเห็นพ่อกำลังจะลุกจากเตียงแล้วไม่เรียกผม ผมก็รีบวิ่งไป พ่อก็กำลังจะยืนเซๆ แล้วจะหงายหลังทิ้งตัวลง ผมรับพ่อไว้ทันแล้วถามท่านว่า "พ่อ..พ่อเป็นอาไรทำไมไม่เรียกตุ้ย" พ่อบอกว่าอยากเดินไปนั่งที่เก้าอี้ ผมก็ประคองไป แต่รู้สึกว่าท่านก้าวขาไม่ได้เหมือนย่ำอยู่กับที่ เหมือนขาไม่มีแรงผมเลยอุ้ม แล้วพาไปนั่งที่เก้าอี้ แล้วผมก็รีบชงยาหอม แล้วไปเรียกแม่แล้วบอกแม่ว่า "ผมรู้สึกว่าพ่อผิดปกตินะ" แล้วแม่ก็ไปดู พ่อก็บ่นอยากทานอาไรก็ได้ แม่ก็เลยบอกว่าให้ทาน แบลนซุปไก่ หลังจากนั้นผมก็พาพ่อนอน...

       เช้าวันที่ 23 กันยายน ตอน 06.15 น. แม่มาปลุกผมบอกให้พ่อทานยาตอนเช้า แม่เปิดไฟห้องพ่อ เห็นที่นอนมีปัสสาวะราดจากพ่อ แม่กับผมเลยรู้สึกไม่ดี รีบปลุกพ่อแต่พ่อไม่ตื่น พ่อเหมือนคนนอนหลับไม่รู้เรื่อง นอนกรนตลอด และผมว่าเหมือนพ่อรู้สึกแต่ทำไรไม่ได้เลยรีบโทรเรียกรถพยาบาลมารับไปโรงพยาบาลด่วน ระหว่างรอรถพ่อก็อ้วกยาหอมออก ตอนนั้นผมกับแม่ตกใจมากผมภาวนาไม่ให้พ่อเป็นอะไรมาก แล้วก็ตั้งสติวิ้งไปรอรถพยาบาลหน้าประตูบ้าน แล้วรีบนำตัวพ่อไปส่งให้ถึงมือหมอเร็วที่สุด พอถึงก็ให้หมอดูอาการ แล้วหมอก็บอกว่าคุณพ่อมีเลือดคลั่งในสมองมากกว่าครั้งก่อน แล้วทำให้เกิดแรงดันในสมองทำให้อาเจียนออกมา จึงต้องรีบทำการดูดเลือดคลั่งในสมองด่วน (สาเหตุที่เกิดขึ้นคือยาลิ่มเลือดหัวใจเป็นตัวทำให้แผลและเลือดในสมองไหลออกมา เหมือนกับเส้นเลือดที่ฉีกขาดติดไม่สนิท) และปัญหาในการผ่าตัดครั้งนี้คือ ระดับเลือดต้องคงที่ไม่ไหลมากจนเกินไปเพราะจะทำให้ตอนผ่าเลือดไหลไม่หยุด และอีกอย่างคือหัวใจต้องหยุดพักยาลิ่มเลือดหากมีสิ่งในมาเกาะจะทำให้หัวใจหยุดเต้น ผมสงสารพ่อมากจนร้องไห้ออกมา จนถึงตอนนี้เลือดพ่อผมยังไม่อยู่ในระดับที่เข้าการผ่าตัดได้ จึงต้องให้ยาเก็ดเลือดให้เลือดไหลช้าทุกๆ 2 ถุง จะเช๊คเลือดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่จะผ่าตัดได้...

       ผมขอวิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธ์ทั้งหลาย ขอให้พ่อผมพ้นขีดอันตรายจากการผ่าตัดครั้งนี้ และขอวิงวอนขอทุกท่านที่ได้อ่านข้อความนี้ ส่งกำลังใจให้กับพ่อผมด้วยนะคับ ขอบคุณครับ

       22.30 น. ของวันที่ 23 กันยายน พ่อได้เข้าผ่าตัดแล้ว แม้เลือดยังไม่คงที่ 24.00 น. คุณพ่อออกจากห้องผ่าตัด การผ่าตัดเสร็จเรียบร้อย รอพักฟื้นที่ห้อง ICU...

       14.00 น. ของวันที่ 24 กันยายน ผมเข้าไปเยี่ยมพ่อที่ห้อง ICU พ่อผมจำทุกอย่างได้ ยกแขนได้ พูดได้ เข้าขั้นปลอดภัย แต่พ่อจำเรื่องที่หมดสติไปไม่ได้เลย ได้แต่บอกว่าตื่นขึ้นมาตอน 9 โมงเช้า ผมก็เล่าให้พ่อฟังว่ามันเกิดอะไรบ้างตอนพ่อหมดสติ พอพ่อรู้เรื่องทั้งหมดพ่อก็บอกว่า พ่อโชคดีที่มีแม่และลูกคอยช่วยไว้ ผมก็โล่งใจพอได้คุยกับพ่อ และก็รู้สึกเพรียเพราะผมนอนไม่หลับเลยมะคืน เพราะสวดมนต์อยู่ตลอดให้พ่อหายดี ช่วงนี้ก็ต้องให้พ่อพักยาวเลยยังกลับบ้านไม่ได้ และต้องมีคนดูแลตลอดเวลา...

       วันที่ 28 กันยายน คุณพ่อย้ายไปห้องพิเศษรวม และหาคนเฝ้าพ่อได้แล้วคับ ตอนนี้คุณพ่อลุกเดินได้ ทานข้าวเองได้ อาบน้ำได้(ผมเป็นคนอาบให้) โดยรวมอาการดีขึ้นมากเพราะพ่อคุณแข็งแรง และสุขภาพจิตดี ผมก็หวังว่าคุณพ่อคงหายวันหายคืน แต่ก็ยังไม่อยากให้รีบออกจากโรงพยาบาล อยากให้อยู่พักจนหายขาด หรือไม่ก็อยู่ทำกายภาพบำบัดซะก่อน แล้วถ้าคุณพ่อหายขาดได้ออกจากโรงบาลมะไหร่คุณพ่อจะจัดเลี้ยงเค๊กให้ทานกันด้วยนะ "\(^[]^)/"

       วันที่ 1 ตุลาคม คุณพ่อต้องผ่าตัดเอาเล็บที่นิ้วโป้งเท้าข้างซ้ายออก เพราะเล็บขบและมีหนอง จึงต้องดูดหนองออก รอการรักษาให้หายขาด (ทำความสะอาดแผลทุกวัน ห้ามโดนน้ำ)

       วันที่ 3 ตุลาคม คุณพ่อย้ายโรงพยาบาลเนื่องจากสภาพทางสมองหายดีแต่ต้องพักจนหายขาด จึงย้ายจากโรงพยาบาลศิริราช ไป โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า (โรงพยาบาลทหารเรือ) เพื่อทำกายภาพบำบัดและรักษาแผลให้หายขาด (ต้องอยู่ใกล้พยาบาลและหมอมากที่สุด) ตอนนี้อาการของคุณพ่อดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีอาการทางสมองหรือโรคแทรกซ้อน รอพักรักษาให้แผลหายขาดอย่างเดียวก็กลับบ้านได้แล้วคับ...

       ขอขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจผมและคุณพ่อนะคับ ขอบคุณคับ...

    ปล. ผมจะมาอัพสเปซเป็นช่วงๆนะคับ

    9/22/2007

    ความซื่อสัตย์สุจริต

    ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง
    เด็กๆจึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเอง
    เพื่อจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนดีมีประโยชน์
    และมีชีวิตที่สะอาดที่เจริญมั่นคง
     
    คนที่ไม่มีความสุจริต คนที่ไม่มีความมั่นคง
    ชอบแต่มักง่ายไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้
    ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น
    จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ
     
    ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ
    แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้มีความ
    รู้มากแต่ไม่มีความสุจริตไม่มีความบริสุทธิ์ใจ
     
    ความเจริญนั้นจะเกิดขึ้นได้
    ย่อมต้องอาศัยเหตุปัจจัยประกอบกันหลายอย่าง นอกจากวิทยาการที่ดีแล้ว
    จะต้องอาศัยความยุติธรรมเที่ยงตรง และความสะอาดสุจริต
    ซึ่งต้องเป็นไปพร้อมทั้งในความคิดและการกระทำ
     
    การที่จะทำงานให้สัมฤทธ์ผลที่พึงปรารถนา
    คือที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น
    จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้ จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต
    ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้องเป็นธรรม ประกอบด้วย
     
    คนเราถ้าพอในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย
    เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย
    ถ้ามีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง
    หมายความว่าพอประมาณซื่อตรง ไม่โลภอย่างมากคนเราก็อยู่เป็นสุข
     
    คุณสมบัติพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับทุกคนนั้น
    ที่สำคัญได้แก่ความรู้จักผิดชอบชั่วดี ความละอายชั่วกลัวบาป
    ความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งในความคิดและการกระทำ ความไม่เห็นแก่ตัว
    ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นความไม่มักง่ายหยาบคาย
    กับอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ เป็นพิเศษ คือความขยันหมั่นเพียร
     
    "พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ"